ให้สอบภาษีรบ.คสช. มาร์คจี้-ห้ามเว้น บิ๊กป้อมท้าตรวจ โยงรับเช็ค1ล้าน| kachon.com

ให้สอบภาษีรบ.คสช. มาร์คจี้-ห้ามเว้น บิ๊กป้อมท้าตรวจ โยงรับเช็ค1ล้าน
การเมือง

photodune-2043745-college-student-s

“พิศิษฐ์” ตีกรรเชียงสอบภาษีคนรัฐบาลคสช. อ้างตรวจสอบตอนนี้ก็ไม่ได้อะไร โบ้ยเป็นหน้าที่สรรพากรประเมินภาษีเช็ค 1 ล้าน “บิ๊กป้อม” “ประวิตร” แจงเรื่องเช็คเกิดมาตั้งแต่ปี 51 ยันไม่มีอะไรผิด ก.ม. “บิ๊กป๊อก” บอกโชว์หมดแล้วในเว็บไซต์ “มาร์ค” ลั่นต้องอยู่ในมาตรฐานเดียวกัน ห้ามเว้นวรรครัฐบาลชุดนี้ เลขา ป.ป.ช.ยันมีหน้าที่ดูแค่ทรัพย์สินที่งอก ไม่มีอำนาจตัดสิน 60 นักการเมือง สรรพากรต้องไปพิจารณาเอง ผบ.เหล่าทัพร่วมเบิร์ธเดย์ 63 ปี “บิ๊กตู่” ป.ย.ป.ขยับถกภาคเอกชน ดึงนักธุรกิจนิวเจนเป็นทีมเสริม “บิ๊กป้อม” ตรวจการบ้านปรองดอง วางฟอร์ม กปปส.ชงขยับโรดแม็ป รอสรุปร่างสัญญาประชาคม

ตามที่ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย แก้เกมโดยยื่นให้กรมสรรพากรตรวจสอบการเสียภาษีเงินได้จากเช็ค 1 ล้านบาท ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ล่าสุดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้เสมอภาคกัน ไม่เว้นคนในรัฐบาลปัจจุบัน

“พิศิษฐ์” ชิ่งสอบภาษีคน คสช.

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 20 มี.ค. ที่รัฐสภา นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการแจ้งให้กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีจากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในช่วงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กว่า 60 คน ว่า สตง.ตรวจทุกภาษี ไม่ได้เจาะจงไปที่คนใดคนหนึ่ง ไม่ได้กล่าวหาว่านักการเมืองโกงภาษี แต่อาจเกิดเหตุลืมยื่นแบบรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ลืมเสียภาษี หรือเสียภาษีไม่ครบ จึงขอให้นักการเมืองที่รู้ตัวไปยื่นเอกสารแล้วจะไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม ส่วนกรณีการตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองในรัฐบาล คสช.นั้น ขณะนี้เขายังดำรงตำแหน่งอยู่ หากตรวจสอบจะได้แค่ข้อมูลทรัพย์สินก่อนเข้าดำรงตำแหน่งเท่านั้น จะไม่ได้ข้อมูลหลังพ้นจากตำแหน่ง

โบ้ยสรรพากรสอบปม “บิ๊กป้อม”

เมื่อถามถึงกรณีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย ยื่นเรื่องให้กรมสรรพากรตรวจสอบ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ที่แจ้งว่ามีทรัพย์สินอื่นเป็นเช็คจำนวน 1 ล้านบาท ว่าเป็นเงินได้พึงประเมินหรือไม่นั้น นายพิศิษฐ์ตอบว่า ที่ตรวจสอบมายังไม่มีประเด็นนี้ แต่เป็นหน้าที่กรมสรรพากรต้องตรวจสอบต่อไป ส่วน สตง.จะติดตามไปตามปกติ เพราะถ้า สตง.ไปตรวจทั้งหมดทุกคนที่เสียภาษีจะไม่ได้อะไรเลย แต่ สตง.ต้องสุ่มตรวจ อาทิ ผู้มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นหลังพ้นจากตำแหน่งจำนวนมาก

อ้างตรวจสอบตอนนี้ไม่ได้อะไร

ผู้ว่าการ สตง.ยังชี้แจงกรณีฝ่ายการเมืองระบุว่ามุ่งเน้นตรวจสอบแต่อดีตนักการเมือง โดยไม่ตรวจสอบนักการเมืองในรัฐบาลปัจจุบัน ว่า นักการเมืองในรัฐบาลปัจจุบันยังไม่พ้นจากตำแหน่ง ก็ไม่รู้จะตรวจอย่างไร ต้องรอให้พ้นจากตำแหน่งแล้วแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อพ้นจากตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่ง 1 ปีก่อน จะได้นำข้อมูลทรัพย์สินมาเปรียบเทียบว่ามีเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน มีอะไรผิดปกติหรือไม่ ยืนยันคนที่ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินถูกตรวจแน่นอน เพราะนักการเมืองเมื่อมีการแสดงบัญชีทรัพย์สินถือว่าตรวจสอบง่ายกว่าอาชีพอื่น ที่ไม่จำเป็นต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สิน

“ประวิตร” มั่นใจทำถูกกฎหมาย

ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวว่า การที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ยื่นเรื่องให้กรมสรรพากรตรวจสอบการยื่นภาษีจากเช็ค 1 ล้านบาทของตนนั้น ทุกอย่างต้องว่ากันไปตามกฎหมาย ไม่ต้องเป็นห่วง และปฏิบัติตามกฎหมายเหมือนทุกคน ส่วนการเปิดเผยว่ามีเช็คโอนเงินมาให้ 1 ล้านบาทนั้น เรื่องนี้เกิดขึ้นนานแล้วตั้งแต่ปี 2551 ก่อนที่ตนจะเข้ามารับตำแหน่งรองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ขอย้ำว่าไม่เคยรับเงินใคร และยืนยันว่าไม่เคยคิดจะฟ้องร้องใคร ทุกอย่างต้องการให้มีการตรวจสอบ เพราะไม่เคยทำอะไรที่ผิดกฎหมาย เหมือนประชาชนทั่วไปที่ยึดถือและใช้กฎหมายร่วมกันเป็นหลัก

“บิ๊กป๊อก” โวโชว์หมดแล้วในเว็บ

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ตามที่ฝ่ายการเมืองออกมาเรียกร้องให้ตรวจสอบการเสียภาษีของคณะรัฐมนตรี (ครม.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และข้าราชการระดับสูงนั้น ต้องตรวจสอบตามกฎหมายทั้งหมดไม่ว่าใคร ไม่ต้องเรียกร้องก็ต้องตรวจสอบ ใครมีหน้าที่ต้องดำเนินการ ไม่ว่าใครต้องเสียภาษี เราก็เสียภาษีกันหมดถ้ามีอะไรต้องเสีย ส่วนบัญชีทรัพย์สินของตนเปิดหมดแล้ว น่าจะลงเว็บไซต์ ป.ป.ช.หมดแล้ว มีหน้าที่เสียภาษีมาตลอดตอนเป็นข้าราชการ จนบัดนี้ก็ยังต้องเสีย

“วิษณุ” ให้สรรพากรพูดเองดีกว่า

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวเพียงสั้นๆถึงกรณีที่ฝ่ายการเมืองตั้งข้อสังเกตว่ามีการตรวจสอบการเสียภาษีเฉพาะอดีตนักการเมืองในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ และรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ แต่ไม่มีการตรวจสอบนักการเมืองที่อยู่ในรัฐบาลชุดนี้ ว่า ให้กรมสรรพากรเป็นคนพูดจะดีกว่า

“มาร์ค” ลั่นห้ามเว้นวรรครัฐบาลนี้

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขอย้ำว่าไม่มีปัญหาและเห็นด้วยกับการตรวจสอบเรื่องภาษีนักการเมือง ทราบว่าขณะนี้มีนักการเมืองบางราย ไปชี้แจงแล้ว สำหรับทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นของตนไม่ได้เกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินภาษี และยังไม่ได้รับเชิญให้ไปชี้แจง แต่หาก สตง.จะใช้แนวทางนี้ตรวจสอบเรื่องภาษี ควรต้องใช้กับทุกรัฐบาล รวมถึงรัฐบาลชุด ปัจจุบันด้วยเพื่อให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกัน

ป.ป.ช.บอกมีหน้าที่ดูแค่เงินงอก

ขณะที่นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวถึงกรณี ป.ป.ช.ทำหนังสือแจ้งต่อกรมสรรพากรระบุมีอดีตรัฐมนตรี 4 คน ไม่ยื่นแสดงสำเนารายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต่อ ป.ป.ช. โดยอ้างว่าไม่มีรายได้ และมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี ว่า ตามหลักการเมื่อกรมสรรพากรสอบถามมา ป.ป.ช.จะตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินฯที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยื่นมาถึงความมีอยู่จริง ความถูกต้อง และการเปลี่ยนแปลงของรายได้ ถ้าเห็นว่า มีรายได้เพิ่มขึ้น จะแจ้งไปที่กรมสรรพากร แต่การมี รายได้เพิ่มขึ้นแล้วต้องเสียภาษีหรือไม่ กรมสรรพากรจะเป็นผู้พิจารณา เช่น หากเป็นกรณีการให้บางเรื่องก็ยกเว้นเรื่องภาษี แต่บางเรื่องไม่ได้รับการยกเว้น หรือการตีราคาทรัพย์สินเก่าที่เพิ่มขึ้น ไม่ถือว่าเป็นรายได้ เรื่องนี้สรรพากรต้องนำไปพิจารณาอีกครั้ง แต่ ป.ป.ช.ไม่มีหน้าที่พิจารณาว่าใครต้องเสียภาษีหรือไม่ เพราะเป็นหน้าที่กรมสรรพากรเป็นผู้พิจารณา

ไม่มีอำนาจตัดสิน 60 นักการเมือง

นายสรรเสริญกล่าวต่อว่า กรณี 4 อดีตรัฐมนตรีที่อ้างว่ารายได้ไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษีนั้น ที่ผ่านมา ป.ป.ช.ส่งเรื่องทำนองนี้ให้กรมสรรพากรตลอด หากสงสัยว่ามีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีจริงหรือไม่ ซึ่งกรมสรรพากรจะตรวจสอบว่า เป็นจริงตามที่แจ้งหรือไม่ ป.ป.ช.มีหน้าที่แจ้งข้อมูลอย่างเดียว ส่วนกรณี 60 นักการเมืองที่ สตง.ระบุว่าไม่ได้เสียภาษีตามความเป็นจริงนั้น สตง.อาจพบว่ามีรายได้เพิ่มขึ้น โดยดูจากบัญชีทรัพย์สินของ ป.ป.ช. แล้วแจ้งไปที่กรมสรรพากร จากนั้นสรรพากรจึงสอบถามมาที่ ป.ป.ช. ซึ่ง ป.ป.ช.ก็ตรวจสอบแล้วแจ้งกลับไปว่า มีรายได้ใดบ้างที่เพิ่มขึ้น แต่จะต้องเสียภาษีหรือไม่ เป็นหน้าที่สรรพากรพิจารณา

ราชกิจจาฯเผยแพร่คำวินิจฉัยภาษี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ที่ 41/2560 เรื่องการขยายเวลาการออกหมายเรียกตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร ว่า กรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ แต่ไม่ได้ออกหมายเรียกผู้ยื่นรายการนั้นมาไต่สวน และออกหมายเรียกพยานกับสั่งให้ผู้ยื่นรายการหรือพยาน นำบัญชีเอกสารหรือหลักฐานอื่นมาแสดงภายในเวลาสองปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ และไม่มีการอนุมัติโดยอธิบดี ให้ขยายเวลาการออกหมายเรียกดังกล่าวเกินกว่าสองปี แต่ไม่เกิน ห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ ในกรณีปรากฏหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่า ผู้ยื่นรายการมีเจตนาหลีก เลี่ยงการเสียภาษีอากร เช่นนี้ รมว.คลังจะใช้อำนาจตามมาตรา 3 อัฏฐ วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ในการขยายกำหนดเวลาการออกหมายเรียกตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อพ้นกำหนดเวลาห้าปี นับแต่วันที่ได้ยื่นรายการไว้ได้หรือไม่

ขยายเวลาเรียกเก็บภาษีไม่ได้

คณะกรรมการฯได้พิจารณาและมีคำวินิจฉัยในการประชุมครั้งที่ 46/2560 วันที่ 7 มี.ค.2560 ว่า มาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร ได้กำหนดเวลาในการออกหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมิน และการอนุมัติให้ขยายเวลาการออกหมายเรียกของอธิบดี ในกรณีที่มีการยื่นรายการตามแบบไว้เป็นการเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำบทบัญญัติมาตรา 3 อัฏฐ วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร เกี่ยวกับการขยายหรือเลื่อนกำหนดเวลาต่างๆ ตามประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นบททั่วไปมาใช้บังคับแก่กำหนดเวลาการออกหมายเรียกและการขยายเวลาการออกหมายเรียกตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากรได้ คำวินิจฉัยนี้ให้ใช้บังคับถัดจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 15 มี.ค.2559 นายประภาศ คงเอียด รองปลัดกระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายได้ ปฏิบัติราชการแทนปลัดกระทรวงการคลัง ประธานคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร

ผบ.เหล่าทัพเบิร์ธเดย์ “บิ๊กตู่”

วันเดียวกัน เวลา 07.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้บัญชาการเหล่าทัพ นำโดย พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผบ.ทหารสูงสุด พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผบ.ทร. พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง ผบ.ทอ. และ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เดินทางมายังตึกไทยคู่ฟ้าเพื่อเข้าอวยพรล่วงหน้าเนื่องในวันคล้ายวันเกิด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่จะมีอายุครบ 63 ปี วันที่ 21 มี.ค. ทั้งนี้ นายกฯได้มอบเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ชนิดราคา 50 บาท และเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ชนิดราคา 50 บาท และปลอกหมอนที่ทำจากผ้าขาวม้า มอบให้เป็นที่ระลึกกับ ผบ.เหล่าทัพ

นายกฯนำถกแก้สินค้าเกษตร

ต่อมาเวลา 09.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ ในคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) หรือมินิคาบิเนตครั้งที่ 4 ว่าด้วยการวางหลักการยุทธศาสตร์แก้ปัญหา 5 สินค้าเกษตรสำคัญ ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด มัน ปาล์ม ยางพารา และจัดระดับลดขั้นตอนความยากง่ายการทำธุรกิจ การลดขั้นตอนความยุ่งยาก และแก้ปัญหาอุปสรรค เพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ โดยมี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการ ป.ย.ป. และตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

นายกฯกล่าวในที่ประชุมว่า ที่ผ่านมาการแก้ปัญหาประชาชนและเกษตรกร ไม่ครบวงจร ติดขัดทั้งเรื่องระเบียบ ข้อบังคับ การบริหารจัดการ ทำให้การปรับเปลี่ยนในทางปฏิบัติทำได้ยาก เพราะประชาชนเคยชินกับการได้รับการช่วยเหลือ แต่ยืนยันจะแก้ปัญหาให้ได้ โดย ป.ย.ป.แม้ไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม

ดึงนักธุรกิจนิวเจนเป็นทีมเสริม

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ เลขานุการ ป.ย.ป. กล่าวถึงความคืบหน้าในงานของ ป.ย.ป.ว่า ได้พูดคุยกับนักธุรกิจรุ่นใหม่ ที่เป็นลูกหลานของสภาอุตสาหกรรมและสภาหอการค้าไทยเข้ามาร่วมงานใน ป.ย.ป.แล้ว เพื่อรวบรวมความคิดเห็นสำหรับขับเคลื่อนประเทศไทย วันที่ 21 มี.ค. จะพูดคุยกับตัวแทนกลุ่มเครือข่ายธุรกิจบิสคลับ เป็นการรวมตัวกันของเครือข่ายธุรกิจการค้าที่มีอยู่ประมาณ 8,000 คน โดยให้ไปทำการบ้านมาว่าจะมีบทบาทช่วยขับเคลื่อนและวางอนาคตประเทศไทยอย่างไร เพื่อร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ หากมีโอกาสจะนำเข้าพบกับนายกฯ และมีการพูดคุยกับกลุ่มข้าราชการที่เป็นผู้นำท้องถิ่นด้วย

“บิ๊กป้อม” ตรวจการบ้านปรองดอง

วันเดียวกัน ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในฐานะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ได้เชิญ 4 คณะอนุกรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิเข้าประชุมสรุปผลคืบหน้าการทำงานช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ประกอบด้วย อนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธานฯ อนุกรรมการพิจารณาบูรณาการ ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มี พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผบ.ทหารสูงสุด เป็นประธานฯ อนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มี พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. เป็นประธานฯ อนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มี พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน

วางฟอร์ม กปปส.ชงขยับโรดแม็ป

จากนั้น พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ที่ประชุมรับทราบรายละเอียดความคืบหน้าที่เป็นไปด้วยดี ทุกคนในคณะทำงานเห็นด้วยว่าเราเดินมาถูกทางแล้วในการสร้างความปรองดอง คณะที่ปรึกษาฯให้คำแนะนำให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ให้มากที่สุด การสร้าง ความปรองดองต้องยึดประชาชนเป็นหลัก ขณะนี้รับฟังข้อคิดเห็นประชาชนจากทุกสาขาอาชีพกว่า 20,000 คน ส่วนข้อเสนอของกลุ่ม กปปส. ที่เรียกร้อง ให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้งนั้น ไม่เกี่ยวกับตน แต่เราต้องรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย และต้องยึดตามโรดแม็ป ไม่มีใครมาเปลี่ยนแปลงโรดแม็ปได้ แต่ถ้ามีความจำเป็นอย่างไรที่จะเลื่อนก็เป็นอีกเรื่อง เมื่อถามว่ามีความชัดเจนหรือยังว่าสัญญาประชาคมจะเป็นรูปแบบใด พล.อ.ประวิตรตอบว่า กำลังดำเนินการอยู่ ตอนนี้เรายังอยู่แค่ต้นทางยังไม่ถึงปลายทางไม่ต้องรีบ แต่ต้องเสร็จในเดือน มิ.ย.ที่กำหนด

รอสรุปร่างสัญญาประชาคม

พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ ประธานอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง แถลงว่า อนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นฯ มีหนังสือเชิญพรรคการเมืองทั้งหมด 70 พรรค กับ 2 กลุ่มการเมือง และอีก 60 องค์กรภาคประชาชน มีมาให้ข้อคิดเห็นแล้ว 53 พรรค และ 2 กลุ่มการเมือง มีอีก 13 พรรคที่ยังติดต่อไม่ได้ ส่วนการรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่ซึ่งมี กอ.รมน.ภาคต่างๆดำเนินการอยู่ จะครบทั้ง 76 จังหวัดในวันที่ 23 มี.ค. โดยข้อมูลทั้งหมดเป็นเรื่องโครงสร้างประเทศ ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ปัญหาในแต่ละพื้นที่ที่อยากให้รัฐบาลช่วยแก้ไข ส่วนการรับฟังความคิดเห็นในส่วนกลาง จะเสร็จวันที่ 5 เม.ย. ส่วนการร่างสัญญาประชาคมจะมาจากการจัดทำข้อพิจารณาข้อคิดเห็นร่วม และออกเผยแพร่เวทีสาธารณะ เพื่อรับฟังความคิดเห็นประชาชนครั้งสุดท้ายเพื่อปรับปรุงเป็นร่างสัญญาประชาคม ที่มองถึงประโยชน์ประชาชนส่วนใหญ่

“ชัยณรงค์” ปธ.กกต.กทม.คนใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า ภายหลังนายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. ลงนามในคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ 18/2560 เรื่องแต่งตั้งประธานกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร ภายหลังนายสมภพ ระงับทุกข์ ประธาน กกต.กทม. ลาออกจากตำแหน่ง และต่อมาที่ประชุม กกต.กทม.รับทราบและมีมติเอกฉันท์ เห็นชอบให้นายชัยณรงค์ เทียนมงคล กกต.กทม. ปฏิบัติหน้าที่ประธาน กกต.กทม. จากนั้นที่ประชุมคณะกรรมการ กกต.มีมติเห็นชอบให้แต่งตั้งนายชัยณรงค์เป็นประธานกกต.กทม.คนใหม่ตามอำนาจ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งมาตรา 14 และระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดและ ผอ.การเลือกตั้งประจำจังหวัด

พร้อมให้ สตง.สอบเรือดำน้ำจีน

อีกเรื่อง ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เข้ามาตรวจสอบโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือ ว่า ก็ตรวจสอบไปไม่มีอะไร เพราะทุกอย่างเข้าสู่กระบวนการแล้ว โครงการจัดซื้อเรือดำน้ำผ่านการพิจารณาในขั้นตอนของ สนช.เรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน ส่วนจะนำเข้าที่ประชุม ครม.เมื่อไหร่ ยังไม่ทราบ สตง.จะทำอย่างไรก็ได้เพราะทำทุกอย่างโปร่งใส่ตรวจสอบได้ และการจัดซื้อเรือดำน้ำจากประเทศจีน เป็นการจัดซื้อแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี)