กรธ.พุงปลิ้น จะได้เบี้ยเพิ่ม ตามวันที่ประชุม
การเมือง

photodune-2043745-college-student-s

‘สภา’ ตั้งงบเบิก ในยอดมากกว่ากรอบเวลาเดิม! เผยช่วงผ่านมาฟาดเกือบ2ล้าน

“สมเจตน์” มั่นใจระบบไพรมารีไม่ขัด รธน. “อลงกรณ์” ฟุ้งเป็นคนดันไอเดียนี้เอง ถ้าได้ใช้จะพลิกโฉมหน้าการเมืองแน่ “เสรี” ฉะพรรคการเมืองอย่ามากีดกันประชาชนมีส่วนร่วมเลือกผู้สมัคร “วรงค์” สวนกระแส ปชป. ยกมือเชียร์ระบบใหม่ดีกว่าอำนาจตกอยู่ในมือ กก.บห.ไม่กี่คน “จารุพรรณ” เอาด้วย เมิน พท. ต้องให้ ปชช.เลือกเอง “ยะใส” ย้ำปฏิรูปมีราคาที่ต้องจ่าย “สมชัย” โต้เดือด “สุเทพ” ผุดตรรกะพินาศ ให้หยุดชี้นำไปทางที่ผิด ไม่รับเซ็ตซีโร่เพราะเลือกปฏิบัติ รองโฆษกคมนาคมแจงเหตุจำเป็นต้องใช้ ม.44 ดันรถไฟเร็วสูงไทย-จีน ถ้าเข้าข่าย รธน. 178 ต้องขออนุมัติ สนช. “วัฒนา” ฉะ “บิ๊กตู่” ลืมธรรมาภิบาลตัวเอง

ประเด็นการนำระบบไพรมารีบัญญัติไว้ในร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง ยังคงเป็นที่ถกเถียงของฝ่ายต่างๆ โดยเฉพาะเสียงคัดค้านจาก 2 พรรคใหญ่ แต่ยังมีเสียงสนับสนุนจากฝ่ายอื่น ล่าสุดนายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท. รับว่าเป็นคนชงไอเดียประเด็นนี้เอง และมั่นใจว่าจะทำให้การเมืองไทยพลิกโฉมหน้าได้

“สมเจตน์” มั่นไพรมารีไม่ขัด รธน.

เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงกรณีพรรคการเมืองคัดค้านเรื่องระบบไพรมารีโหวต ที่บัญญัติไว้ในร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมืองว่า หลังจากนี้ขั้นตอนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองขึ้นอยู่กับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และ กกต. จะพิจารณาร่วมกันอย่างไรต่อไป โดยต้องดูว่ากฎหมายตรงตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญหรือไม่ กมธ.วิสามัญฯยืนยันว่าพิจารณากฎหมายตามขั้นตอน ตามกระบวน การ ยึดถือเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญเป็นหลัก ไม่ได้พิจารณาตามใจตัวเอง หากจะให้ไปปรับแก้ตามประเด็นที่ถูกวิจารณ์ โดยเฉพาะเรื่องไพรมารีโหวตนั้น คงเป็นหน้าที่ของ กรธ. และ กกต. จะพิจารณาร่วมกันว่าเห็นเป็นอย่างไร ถ้าเห็นว่าไม่ตรงตามเจตนารมณ์ ต้องมานั่งคุยกันว่าไม่ตรงกันอย่างไร เรื่องไพรมารีโหวต กมธ.วิสามัญฯไม่ได้ร่างตามใจตัวเอง แต่วิธีการมันต่างกันในทางปฏิบัติ เช่น ถ้าบอกว่าจะไปสนามหลวง ก็มีทางเลือกว่าจะไปรถเมล์หรือปั่นจักรยานไป บางครั้งการไปสู่เป้าหมายต้องการเวลา ใช้วิธีในทางภาคปฏิบัติ กฎหมายพรรคการเมืองก็เช่นกัน

“จ้อน” ฟุ้งเป็นคนชงไอเดียเอง

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่า ระบบไพรมารีโหวตเป็นแนวทางปฏิรูปการเมือง มีหลักการสำคัญคือ พรรคการเมืองเป็นของสมาชิกทุกคน ไม่ใช่ของตระกูลใด หรือกลุ่มใด ส่วนที่พรรคการเมืองกังวลว่าจะทำได้ยาก หรืออาจเกิดความขัดแย้งในการ คัดเลือกผู้สมัคร เกิดระบบเครือญาติและกลุ่มทุนครอบงำพรรคนั้น สิ่งที่กังวลคือปัญหาที่เกิดในทุกพรรคการเมืองจากอดีตถึงปัจจุบันอยู่แล้ว ไม่ใช่เกิดขึ้นเพราะระบบไพรมารีโหวต ในทางตรงข้ามระบบไพรมารีโหวตจะช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทำให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองแท้จริง ถ้าไม่ยอมเปลี่ยนแปลงยังคิดทำเหมือนเดิม บิดเบือนเป็นเรื่องเลื่อนเลือกตั้ง ถ้าคิดได้แค่นี้การปฏิรูปการเมืองจะสำเร็จได้อย่างไร ตนเป็นคนเสนอนำระบบไพรมารีโหวตมาใช้ปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์สมัยเป็นรองหัวหน้าพรรค โดยทดลองระบบไพรมารีโหวตที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อ 5 ปีที่แล้ว มั่นใจว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงต่อพรรคการเมืองในทางที่ดีขึ้น จึงเสนอให้บรรจุในแผนปฏิรูปการเมืองของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เมื่อปลายปี 2557 จนถึงยุคของ สปท. และเห็นด้วยที่ สนช.บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง

“เสรี”ฉะพรรคการเมืองกีดกัน ปชช.

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท. กล่าวว่า หากต้องการปฏิรูปก็ต้องกล้าเปลี่ยนแปลง ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมเลือกตัวแทนอย่างแท้จริงเข้าสู่การเลือกตั้ง ต้องกล้าลดอำนาจคณะกรรมการบริหารพรรค และผลประโยชน์ของกลุ่มการเมือง ให้ประชาชนที่เป็นสมาชิกในพื้นที่มีอำนาจ และมีส่วนร่วมมากขึ้นในพรรค จะทำให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชน ไม่ใช่พรรคของนายทุนหรือกลุ่มอิทธิพล ระบบไพรมารีโหวตคือการให้ประชาชนมีส่วนร่วมเลือกตัวแทนในแต่ละพื้นที่ จึงไม่ควรกีดกันการมีส่วนร่วมของประชาชน แค่นี้ยังรับกันไม่ได้ เลือกตั้งไปแล้วจะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลได้อย่างไร การเลือกตั้งจะได้ประโยชน์อะไรหากไม่ยอมปฏิรูป ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น

“วรงค์” ยกมือเชียร์ระบบใหม่

ด้าน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงระบบไพรมารี โหวต ว่า ส่วนตัวคิดว่าการคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส.ขั้นต้นโดยสมาชิกพรรค อย่างไรก็ดีกว่ามาจากผู้บริหารพรรคไม่กี่คน หรือบางพรรคมาจากคนที่มีอิทธิพลในพรรคตัดสิน นักการเมืองบางคนบอกว่าจะนำไปสู่ความขัดแย้งในพรรคนั้น ในเมื่อพรรคการเมืองเป็นต้นธารของระบอบประชาธิปไตย ไม่เห็นต้องกลัวอะไรกับการแข่งขันที่ให้สมาชิกพรรคเป็นผู้ตัดสิน ถึงอย่างไรก็ดีกว่าให้ผู้บริหารพรรคตัดสิน เพราะคนที่จะเป็น ส.ส.ต้องตอบสนองสมาชิกพรรคและประชาชน แต่สิ่งที่ควรแก้ไข คือ ต้องมีแรงจูงใจให้ประชาชนอยากเป็นสมาชิกพรรคให้มาก ให้สมาชิกพรรคมีสิทธิ์ หรือได้รับประโยชน์มากกว่าที่กำหนด ลำพังทั่วไปไม่ค่อยมีใครอยากเป็นสมาชิกพรรคอยู่แล้ว และยังต้องมาเสียค่าสมาชิกรายปีอีก ยิ่งหาสมาชิกยากขึ้น แต่ถ้าสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนอยากเป็นสมาชิกพรรคกันมากๆ ระบบไพรมารีจะมีประโยชน์ มีส่วนทำให้ระบบการเมืองไทยเปลี่ยนแปลงได้

เด็ก พท.เอาด้วยให้ ปชช.เลือกเอง

ขณะที่ น.ส.จารุพรรณ กุลดิลก อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สนับสนุนระบบไพรมารีโหวต แม้ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับประเทศไทยขณะนี้ เพราะเป็นเรื่องใหม่ แต่ระบบดังกล่าวถือว่าให้เกียรติเสียงประชาชนเลือกตัวแทนเอง มากกว่าให้คนหรือกลุ่มใดในพรรคมีอำนาจสูงสุดตัดสินใจส่งใครลงสมัครรับเลือกตั้ง อีกทางหนึ่งต้องพิจารณาถึงความพร้อมประชาชนในระดับท้องถิ่นด้วย ว่ามีความพร้อมกับการทุ่มเทให้ภาคการเมืองแค่ไหน เพราะประชาชนในภูมิภาคส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับปัญหาปากท้อง การทำมาหากินมากกว่า แม้ตนจะเป็น ส.ส.จากการคัดเลือกโดยคณะกรรมการบริหารพรรค ไม่กลัวว่าระบบไพรมารีโหวต จะทำให้ตนซึ่งเป็นคนหน้าใหม่ หรือไม่มีชื่อเสียง จะไม่ได้รับเลือกจากสาขาพรรคหรือตัวแทนประจำจังหวัด เพราะทำงานต่อสู้กับประชาชนมาต่อเนื่อง

“ยะใส” ย้ำปฏิรูปมีราคาต้องจ่าย

นายสุริยะใส กตะศิลา ผอ.สถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) กล่าวว่า เห็นด้วยกับระบบไพรมารีโหวต เพราะเป็นหลักการสำคัญทำให้พรรค การเมืองคิดถึงการมีส่วนร่วมของสมาชิก และลดอิทธิพลการครอบงำของกลุ่มทุนพรรค ระยะแรกเริ่มอาจมีปัญหาทางปฏิบัติเพราะเป็นเรื่องใหม่ พรรค การเมืองส่วนใหญ่ไม่คุ้นชิน เป็นโจทย์ที่ต้องคิดกันต่อ หรือ กมธ.ของ สนช. อาจต้องยืดหยุ่นในระยะเริ่มต้น เช่น กำหนดเป็นโซนพื้นที่ เป็นสัดส่วนร้อยละไม่ใช่พร้อมกันทั้งหมด จะทำให้ระบบไพรมารีโหวตเกิดขึ้นจริงในระยะยาว เมื่อพรรคการเมืองปรับตัวจะเป็นประโยชน์นำไปสู่การปฏิรูปทำให้พรรคเป็นสถาบันที่ยึดโยงประชาชนมากขึ้น ถึงเวลาแล้วที่นักการเมืองต้องปรับตัวออกจากความเคยชินเก่าๆ ถึงเวลาเลือกตั้งก็วิ่งเต้นหอบเงินแลกขอลงเขตนั้นเขตนี้ หรืออยู่บัญชีลำดับต้นๆ การปฏิรูปการเมืองมีราคาที่ทุกคนต้องจ่าย ต้องปรับตัว เสียสละกันบ้าง โดยเฉพาะนักการเมืองยิ่งต้องเสียสละมากกว่าคนอื่น

กกต.เลื่อนนัดถก กรธ.ไป 21 มิ.ย.

ผู้สื่อข่าวรายงานจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า กรณีที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. เชิญ กกต.เข้าหารือเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรค การเมือง ที่ผ่านการพิจารณาของ สนช. ในวันที่ 19 มิ.ย. โดยเฉพาะประเด็นไพรมารีโหวต กกต.ได้รับประสานเป็นการภายในจาก กรธ. และแจ้งไปแล้วว่าวันที่ 19 มิ.ย.ไม่สะดวก เนื่องจากด้านกิจการพรรคการเมืองติดภารกิจจัดประชุมคณะทำงานจัดทำร่างระเบียบ หรือประกาศตามร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง ได้เชิญตัวแทนพรรคการเมือง ทั้งพรรคเพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ชาติไทยพัฒนา ภูมิใจไทย มาหารือขอความเห็นว่าจะมีปัญหาในทางปฏิบัติอย่างไร และต้องรายงานและขอมติจากที่ประชุม กกต. ในวันที่ 20 มิ.ย.ก่อน เบื้องต้นเห็นว่ามีปัญหาอยู่ 5-6 ประเด็น ดังนั้น น่าจะไปหารือกับกรธ.ได้ในวันที่ 21 มิ.ย.

เปิดต้นทุน กรธ.ทำคลอด ก.ม.ลูก

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ตามที่ กรธ.ทยอยส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญให้ สนช. พิจารณา สำหรับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. มีความชัดเจนว่า กรธ.จะส่งให้ สนช.พิจารณาในช่วงปลายเดือนพ.ย.นี้ ตามระยะเวลาที่ใกล้ครบ 240 วัน นับแต่วัน ประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 60 คือไม่เกินวันที่ 3 ธ.ค. อาจทำให้การเลือกตั้งต้องขยายออกไปเป็นช่วงเดือน ต.ค.2561 หรืออีก 1 ปี 4 เดือนข้างหน้า ที่ผ่านมา กรธ.ประชุมมาแล้ว 332 ครั้ง ได้รับเบี้ยประชุมคนละ 6,000 บาทต่อครั้ง หากไม่ขาดประชุมเลยจะได้คนละ 1,992,000 บาท ส่วนประธาน กรธ.ได้เบี้ยประชุมครั้งละ 9,000 บาท หากไม่ขาดประชุมจะได้เงินทั้งสิ้น 2,988,000 บาท กว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญจะผ่านวาระสามของ สนช. กรธ. ต้องประชุมอีกหลายครั้ง เบี้ยประชุมต้องเพิ่มขึ้น จำนวนมาก จนกว่าจะหมดวาระงบฯบานแปรญัตติขอเพิ่ม 68 ล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า จากการตรวจสอบ

ล่าสุดพบว่า สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้ตั้งของบประมาณรายจ่ายประจำปี 2561 เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ตั้งไว้ในส่วนของ กรธ. เป็นเวลา 3 เดือน รวมเป็นเงิน 8,620,300 บาท โดยให้เหตุผลว่า อาจไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติหน้าที่ เพราะต้องทำ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเพิ่มอีก 10 ฉบับ รวมทั้งหากต้องตั้งคณะกรรมการร่วม 3 ฝ่าย กรณีกฎหมายไม่ตรงต่อเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ ต้องใช้เวลาทำงาน เพิ่มอีก ดังนั้น สำนักงานเลขาธิการสภาฯคาดว่าจะขอเสนอแปรญัตติเพิ่มเติมอีก 9 เดือน เป็นวงเงิน 68,498,200 บาท รวมค่าใช้จ่ายของ กรธ.ในปีงบประมาณ 2561 เป็นเงินทั้งสิ้น 77,118,500 บาท โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่า การขอเพิ่มเติมงบประมาณอีก 9 เดือน เป็นเงิน 68,498,200 บาทนั้น ไม่สมเหตุสมผล เพราะหากคำนวณตามกรอบเวลาเดิม 3 เดือนที่ใช้เพียง 8,620,300 บาท ควรจะอยู่ที่ประมาณ 24 ล้านบาทเท่านั้น

“สมชัย” โต้ “สุเทพ” ตรรกะพินาศ

วันเดียวกัน นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ถ้าเห็นแก่ประเทศชาติก็น่าจะหยุดชี้นำไปในทางที่ผิด นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศ (มปท.) ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 2 เรื่อง คือ 1.หากบ้านเมืองยังไม่สงบ มีระเบิด ยังไม่ควรมีเลือกตั้ง ถ้ามีจะออกมาคัดค้าน 2.ให้ตนเลิกเห็นแก่ตัวยอมรับการเซ็ตซีโร่ กกต. เพื่อผลในการปฏิรูปการเมือง เรื่องแรกเป็นการชี้นำในทางผิดชัดเจน บอกเพียงแค่หากมีระเบิดไม่ควรมีเลือกตั้ง ตรรกะเช่นนี้นำไปสู่การส่งเสริมคนที่ไม่อยากเลือกตั้งสร้างสถานการณ์ระเบิดเสียเอง เป็นตรรกะพาชาติบ้านเมืองพินาศ เมื่อมีระเบิดควรเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง หาคนร้ายมาลงโทษ และหามาตรการป้องกันมิให้เกิด ถ้าอย่างนั้น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คงไม่มีการเลือกตั้งเป็นสิบๆปีกระนั้นหรือ

ไม่รับเซ็ตซีโร่เพราะเลือกปฏิบัติ

นายสมชัยกล่าวอีกว่า เรื่องที่สอง ตนไม่ได้เป็น กกต.ตลอดชีวิตตามที่นายสุเทพพูด การเขียนกฎหมายลูกเมื่อมีรัฐธรรมนูญใหม่ สามารถเขียนได้ทั้ง 1.ให้อยู่ต่อไปจนครบวาระ 2.คนที่มีคุณสมบัติครบอยู่ต่อ หรือ 3.เซ็ตซีโร่ไปทั้งคณะ ประเด็นที่ทักท้วงคือการให้เหตุผลต่อสาธารณะต้องรับฟังได้ ไม่ใช่กลิ้งไปเรื่อย เช่น เรื่องคุณสมบัติบ้าง ปลาสองน้ำบ้าง โครงสร้างบ้าง และไม่ใช้หลักการเดียวกันกับทุกองค์กร เป็นสองมาตรฐาน อาจนำไปสู่การเข้ามาครอบงำองค์กรอิสระ เกิดความไม่เป็นธรรมต่อการจัดการเลือกตั้งในอนาคต ความขัดแย้งที่ดำรงอยู่ อาจบานปลายเป็นสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ในอนาคต “ผมมิได้ติดยึดกับตำแหน่ง แต่หากสิ่งใดที่ขาดเหตุผล จำเป็นต้องทักท้วง เช่นเดียวกับการชี้นำในทางที่ผิด ไม่ว่าคนนั้นจะชื่ออะไร สุเทพหรือไม่สุเทพ ก็ต้องทักท้วง”

เต้นเหน็บเป็นแค่ม้าใช้วงจรอำนาจ

ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า ไม่แปลกใจที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ พยายามแสดงตัวเป็นหุ้นส่วนอำนาจ คสช.มาตลอด คงคิดว่าไม่มีอะไรหอมหวานเท่าอยู่ในวงจรอำนาจ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือคนที่เคยเดินตามลุงกำนันต่อสู้ทางการเมือง ขณะนี้ยังเชื่ออยู่เหมือนเดิมหรือไม่ เพราะตอนนี้มีการแต่งตั้งพรรคพวก ลูก เมีย ญาติ เต็มภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ รังเกียจ ส.ส.กดบัตรแทนกัน แต่ สนช.ขาดลงมติมหาศาล ต่อต้านรถไฟความเร็วสูง ไม่ยอมให้กู้เงินกลัวเป็นหนี้ แต่ตอนนี้ยังต้องกู้ แถมมีมาตรา 44 ยกเว้นกฎหมายหลายฉบับ สถานการณ์มาถึงวันนี้สังคมไทยเรียนรู้ร่วมกันแค่ไหน ในห้วง 10 ปีนี้ มองเห็นวิธีคิดแบบเดียวกับนายสุเทพ ในบทบาทของนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ในที่สุดคงพอจะเห็นภาพว่า ฝ่ายกุมอำนาจมองเป็นแค่หุ้นส่วนหรือม้าใช้ เมื่อนายสุเทพประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯต่อหลังการเลือกตั้ง ตนก็ขอประกาศไม่สนับสนุน ยืนยันว่านายกฯต้องมาจากการเลือกตั้ง ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ ถ้าทำภารกิจปรองดอง ปฏิรูป ปราบคอร์รัปชันไม่สำเร็จ ก็ไม่ควรคิดไปต่อ ควรชวนนายสุเทพมานั่งคิดว่า ที่ทำกันมาจนถึงวันนี้จะรับผิดชอบอย่างไร

“ธนะศักดิ์” ขอมั่นใจยึดโรดแม็ป

ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี และรองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า อย่ากังวลกับโรดแม็ปเลือกตั้งให้มาก ยังเป็นไปตามโรดแม็ปที่วางไว้ ที่สำคัญคือทุกคนรวมถึงสื่อมวลชน ต้องช่วยกันให้ข้อมูลประชาชนเกิดความมั่นใจ ไม่ทำอะไรนอกกติกา สถานการณ์ขณะนี้เชื่อว่าไม่มีผลกระทบต่อโรดแม็ป น่าจะจบได้แล้ว ประเทศกำลังก้าวไปได้ด้วยดี เมื่อถามว่าช่วงนี้มีกลุ่มนักการเมืองออกมาเคลื่อนไหว พล.อ.ธนะศักดิ์ตอบว่า ยืมคำพูดของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ต้องบอกว่าทุกคนต้องการแสดงตัวว่าเขายังอยู่ และพร้อมก้าวเข้ามาเล่นการเมือง ที่สุดแล้วคิดว่าทุกคนมีความ ปรารถนาดีต่อประเทศ ไม่น่ามีอะไรแอบแฝงถ้าร่วมมือกันทุกอย่างก็น่าจะไปด้วยดี และเชื่อว่าทุกคนรู้ถึงความเหมาะสม ยังไม่เหมาะจับกลุ่มเคลื่อนไหวกติกาว่าอย่างไรก็เป็นไปตามนั้น

“ครูหยุย” ปัดวุ่นอุ้ม 7 สนช.โดดร่ม

อีกเรื่อง นายวัลล ตังคณานุรักษ์ กรรมการจริยธรรม สนช. กล่าวถึงผลสอบ 7 สนช.ที่ขาดการประชุม ซึ่งคณะกรรมการจริยธรรมชี้ว่าไม่ผิดจริยธรรมว่า ไม่ใช่การอุ้ม 7 สนช. เพราะตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนรายละเอียดทุกอย่าง ทั้งใบลา การอนุมัติลา คณะกรรมการจริยธรรมพิจารณาแล้วเห็นชอบตามนั้น ในที่ประชุม สนช. สมาชิกทุกคนก็เห็นชอบกับผลสอบ แต่เมื่อสังคมมองว่าเป็นการอุ้มกัน ก็เป็นดุลพินิจแต่ละคน การที่สังคมยังคลางแคลงใจอยากให้เปิดเผยผลสอบตามรัฐธรรมนูญ สามารถทำได้ ขอให้ทำเรื่องมายัง สนช. ไม่น่ามีปัญหา และที่ประชุม สนช. เห็นชอบกับร่างข้อบังคับการประชุม สนช.ฉบับใหม่ ที่ให้ตัดเรื่องการขาดลงมติในที่ประชุม สนช.ทิ้งไปนั้น เป็นไปตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

กกต.ส่งไม้ ป.ป.ช. “ธีรวัฒน์” ต่อ

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีผู้ตรวจการแผ่นดินมีคำวินิจฉัยว่านายธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์ กรรมการ กกต. มีพฤติกรรมเข้าข่ายกระทำผิดจริยธรรมร้ายแรง ว่า เมื่อต้นเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา กกต.ได้มีมติให้ส่งเรื่องดังกล่าวไปให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการแทน เพราะเห็นว่าตามรัฐธรรมนูญใหม่มาตรา 234 (1) บัญญัติให้การตรวจสอบการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง เป็นอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. ไม่ใช่หน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินเหมือนรัฐธรรมนูญ 2550 โดยสำนักกฎหมายสำนักงาน กกต. เสนอประเด็นดังกล่าวเข้าหารือในที่ประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษากฎหมายของ กกต. ซึ่งมีความเห็นว่าการตรวจสอบจริยธรรมตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นอำนาจของ ป.ป.ช. กกต.จึงส่งเรื่องดังกล่าวไปให้ ป.ป.ช.ดำเนินการ

“องอาจ” ขอนายกฯ ชูธงปฏิรูป ตร.

วันเดียวกัน นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีมีการเปิดเผยข้อมูลการซื้อขายตำแหน่งในแวดวงตำรวจ ว่าขอเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ใช้โอกาสนี้แก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพราะนายกฯ ระบุเองว่าได้รับเรื่องร้องเรียนมาบ่อยครั้ง จึงน่าจะเกิดขึ้นจริง แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไข การที่ตำรวจซึ่งเป็นต้นทางของกระบวนการยุติธรรม แต่ถูกข้อครหาว่ามีการซื้อขายตำแหน่ง จะทำให้ประชาชนมั่นใจได้อย่างไรว่าจะได้รับความยุติธรรมจากการทำงาน หวังว่านายกฯ จะไม่ปล่อยเรื่องนี้กลายเป็นคลื่นกระทบฝั่ง เงียบหายไปในสายลม เพราะมีอำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ในมือ ถ้าท่านตั้งใจทำจริงประชาชนชื่นชมท่านแน่ และควรเอาปัญหาการซื้อขายตำแหน่งเป็นจุดเริ่มต้นการปฏิรูปตำรวจให้เห็นเป็นรูปธรรม ไม่ต้องรอคณะกรรมการที่จะมาทำงานด้านปฏิรูปตำรวจตามรัฐธรรมนูญ ตราบใดที่การซื้อขายตำแหน่งยังมีอยู่ จะมีมาตรการหรือกลไกอะไรออกมามากมาย การปฏิรูปตำรวจก็คงไร้ผล เพราะต้องตอปัญหายังอยู่

คมนาคมแจงจำเป็นใช้ ม.44

ส่วนกระแสวิพากษ์วิจารณ์การใช้มาตรา 44 แก้ปัญหาความล่าช้าโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงไทย-จีนนั้น นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะรองโฆษกกระทรวงคมนาคม ออกเอกสารชี้แจงว่า คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่กำหนดให้บุคคลธรรมดา นิติบุคคล วิศวกรและสถาปนิกของจีน ได้รับการยกเว้นไม่อยู่ภายใต้บังคับ พ.ร.บ.วิศวกร และ พ.ร.บ.สถาปนิกนั้น มิได้ยกเว้นกฎหมายทั้งฉบับ แต่ยกเว้นเพียงมาตรา 45 มาตรา 47 และมาตรา 49 ที่เกี่ยวข้องกับการขอรับใบอนุญาต จึงมิได้เกี่ยวกับสิทธิในการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย กรณีที่เกิดความเสียหายยังสามารถเรียกร้องได้จากคู่สัญญาให้รับผิด ชอบทางแพ่งได้ ส่วนที่ระบุว่า จะทำให้วิศวกรและสถาปนิกของจีน มีสิทธิสภาพนอกอาณาเขต อยู่เหนืออำนาจอธิปไตยของไทยนั้น ยืนยันว่าการยกเว้นกฎหมายดังกล่าวเป็นเพียงการอำนวยความสะดวกให้แก่บุคลากรของจีน ซึ่งเป็นในส่วนของงานออกแบบ ควบคุมงาน และระบบรถไฟความเร็วสูง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีชั้นสูงที่ยังไม่เคยมีในประเทศไทยมาก่อน แต่หากวิศวกรและสถาปนิกจีนเข้ามาปฏิบัติงานในไทย ยังต้องปฏิบัติตามกฎหมายอื่นของไทยทุกประการ

เข้าข่าย รธน. 178 ต้องขอ สนช.ก่อน

นายสรพงศ์ยังระบุด้วยว่า คำสั่งหัวหน้า คสช. ยังคงต้องให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และแนวทางในการใช้ระบบข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 ม.ค.2558 ที่ต้องคำนึงประโยชน์ของประชาชนผู้ใช้บริการ ประสิทธิภาพ และความคุ้มค่าในการดำเนินกิจการ และการใช้ทรัพยากรของรัฐตามแนวทางที่รัฐธรรมนูญกำหนด หากสัญญาในโครงการความร่วมมือระหว่างไทย-จีน เข้าข่ายตามรัฐธรรมนูญมาตรา 178 ยังคงต้องเสนอต่อ สนช. ให้ความเห็นชอบก่อนลงนามในสัญญา ขณะนี้กระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างนำเสนอ ครม.พิจารณาเพื่อให้ความเห็นชอบ ก่อนส่งให้ สนช.ต่อไป

ฉะ “บิ๊กตู่” ลืมธรรมาภิบาลตัวเอง

ด้านนายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า จากคำสั่งหัวหน้า คสช. ต่อกรณีโครงการรถไฟความเร็วสูง คือตัวอย่างการละเมิดธรรมาภิบาลจากเจ้าของคำถาม 4 ข้อ ที่เพิ่งตั้งคำถามคนอื่น เป็นการละเมิดกฎหมายประกอบวิชาชีพ ที่คุ้มครองความ ปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินประชาชน เท่ากับรัฐกำลังแทรกแซง มีอำนาจเหนือสภาวิชาชีพ ส่วนการออกคำสั่งให้ยกเว้นการปฏิบัติการจัดซื้อจัดจ้าง คือ การขาดความโปร่งใส ขัดหลักความรับผิดชอบ ไม่เคารพกฎหมายของตัวเอง และละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศตามนโยบายเปิดเสรีทางการค้าและบริการขององค์การการค้าโลก (WTO) เชื่อว่าคนไทยยอมรับได้ว่า บางโครงการต้องอาศัยเทคโนโลยีระดับสูง ใช้สถาปนิก วิศวกรต่างชาติ เพราะมีความเชี่ยวชาญโดยตรง แต่ทุกอย่างปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย ยึดหลักธรรมาภิบาลได้ อาทิ การก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ ที่ออกแบบโดยสถาปนิกชาว อเมริกัน-เยอรมัน มีวิศวกรควบคุมงานเป็นต่างชาติ รัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร สมัยนั้น นำเรื่องนี้ไปหารือสภาสถาปนิก และสภาวิศวกร จนมีการออกใบอนุญาตประเภทภาคีสถาปนิกพิเศษ และภาคีวิศวกรพิเศษ ให้ผู้ออกแบบและผู้ควบคุมงาน ทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย ส่วนบริษัทก่อสร้างคือบริษัทคนไทยที่ชนะการประกวดราคา เรียกว่าเป็น มารยาท และการใช้สติปัญญาบริหารประเทศอย่างโปร่งใสของรัฐบาลที่มาจากประชาชน

โพลชี้คนหวังอยากเลือกตั้งเร็ว

วันเดียวกัน สวนดุสิตโพลเปิดผลสำรวจความเห็นประชาชน “คิดอย่างไรกับการเลือกตั้ง” พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 28.29 ต้องการให้เลือกตั้งโดยเร็ว เพราะอยากเห็นบ้านเมืองก้าวหน้า ปัญหาต่างๆ คลี่คลาย รองลงมาร้อยละ 26.19 ระบุให้เป็นไปตามโรดแม็ปของนายกฯ ควรมีความพร้อมทุกด้าน และเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ร้อยละ 21.75 ระบุภายในปี 2561 เพราะมีความเป็นไปได้มากที่สุด เป็นเวลาที่เหมาะสม และร้อยละ 88.20 ระบุจะออกไปใช้สิทธิ เลือกตั้งรักษาสิทธิของตนเอง รองลงมาคือเลือกคนดี อยากเห็นบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น เศรษฐกิจฟื้นตัว นอกจากนี้ ส่วนใหญ่ยังเห็นว่า ส.ส. ที่จะเข้าสภาน่าจะดีขึ้นกว่าทุกครั้ง เพราะเชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะทำให้ได้นักการเมืองที่ดีเข้ามาทำงาน และคนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญและตื่นเต้นกับการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้

รัก-เมตตาคือหนทางสู่ปรองดอง

ขณะที่ซูเปอร์โพลเปิดผลสำรวจความเห็นเรื่อง “ความปรองดองที่ยั่งยืน กับทางออกประเทศไทยในสายตาสาธารณชน” พบว่าส่วนใหญ่ระบุว่าความรัก ความเมตตา ความเอื้ออาทร ของผู้ปกครอง และเจ้าหน้าที่รัฐ คือแนวทางสู่ความปรองดองความสงบสุข รองลงมาคือ ให้อิสระสื่อมวลชนตรวจสอบรัฐบาลและผู้มีอำนาจรัฐได้มากขึ้น กระบวนการยุติธรรมต้องมีมาตรฐานเดียว ไม่หลายมาตรฐาน และปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ลดความไม่เป็นธรรมให้ประชาชน รวมถึงการปฏิรูปตำรวจต้นตอกระบวนการยุติธรรม นำหลักค่านิยม 12 ประการ และหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้จริงจังต่อเนื่อง ประชาชนทั้งประเทศต้องไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนจากการชุมนุม ต้องไม่ปรองดองกับคนที่บงการ คนที่ก่อคดีอาชญากรรม คดีอุกฉกรรจ์ ทหารต้องเป็นกลาง พรรคการเมืองต้องคัดคนที่ดีและเก่งมาทำงานเพื่อประชาชนแท้จริง ไม่นำคนที่จะก่อความขัดแย้งกลับมาให้ประชาชนเลือก แต่ส่วนใหญ่ยังคิดว่าถ้ามีการเลือกตั้งวันนี้ ความขัดแย้งรุนแรงของคนในชาติจะเหมือนเดิม

หนุนสังคายนาขุมทรัพย์วัดใหม่

ด้านนิด้าโพลเปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง “การทุจริตเงินอุดหนุนวัด” พบว่าส่วนใหญ่เห็นว่า ช่องโหว่สำคัญเป็นเพราะวัดขาดการ บริหารจัดการ หละหลวมในการตรวจสอบบัญชี รองลงมาเป็นเพราะความอ่อนแอของการบังคับใช้กฎหมาย สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ขาดการบริหารจัดการ หละหลวมในการตรวจสอบเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณ รวมถึงกฎหมาย หรือพ.ร.บ.คณะสงฆ์ไม่สอดคล้องกับยุคสมัย ส่วนบุคคลกลุ่มต่างๆที่คาดว่าอาจมีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินอุดหนุนวัด ร้อยละ 71.76 ระบุว่าอาจเป็นคณะกรรมการวัด รองลงมาคือเจ้าหน้าที่ พศ. บางคน เจ้าอาวาส ข้าราชการ สำหรับความโปร่งใสในการ บริหารจัดการบัญชีทรัพย์สินของวัดโดยทั่วไป ส่วนใหญ่เห็นว่ามีความโปร่งใสค่อนข้างน้อย รองลงมา คือไม่มีความโปร่งใสเลย และส่วนใหญ่เห็นด้วยที่จะ ให้มีตัวแทนจากประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายทรัพย์สินของวัด และต้องมีการรายงานหรือเปิดเผยข้อมูลการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายทรัพย์สินของวัดให้สาธารณชนได้ทราบ