แจง'สัญญาประชาคม'เน้นการเมืองบริสุทธิ์-ยุติธรรม
การเมือง

photodune-2043745-college-student-s
เมื่อวันที่ 17 ก.ค. ที่หอประชุมกองทัพภาคที่ 1 พล.ท.กู้เกียรติ ศรีนาคา แม่ทัพน้อยที่ 1เป็นประธานเปิดเวทีเสวนาสาธารณะ "สัญญาประชาคมเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง" ในพื้นที่ภาคกลาง 26 จังหวัด โดยมีประชาชน ตัวแทนกลุ่มการเมือง พรรคการเมืองในภาคกลาง และประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร รวมทั้งหมด 312 คน ประกอบด้วยประชาชนในพื้นที่ภาคกลาง พรรคการเมือง กลุ่มการเมือง อาทิ นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายจตุพร พรหมพันธ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และนายธนา ชีรวินิจ อดีตสส. กรุงเทพ พรรคประชาธิปัตย์ รวมไปถึงกลุ่มเอ็นจีโอ ภาคประชาสังคมและภาคเอกชน เข้าร่วมเวทีอย่าง
       
พล.ท.กู้เกียรติ กล่าวตอนหนึ่งในเวทีเสวนา ว่า  ทราบว่าทุกภาคส่วนต้องการให้ประเทศมีความสามัคคีและเดินไปข้างหน้าอย่างสันติ คาดว่าการจัดเวทีจะเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ ปราศจากความขัดแย้ง ขณะเดียวกันเป้าหมายปรองดอง คือการมุ่งเน้น การแก้ไขปัญหาประชาชน โดยคำนึงถึง ข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน  ทั้งนี้การเก็บข้อมูลที่หลากหลายสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของประชาชน จะส่งผลให้สัญญาประชาคมมีความสมบูรณ์และเป็นฉันทามติที่สมบูรณ์ เพื่อทำให้ประเทศเดินหน้าไปในอนาคต  

ด้านพล.ต.อภิศักดิ์ สมบัติเจริญนนท์ ผู้แทนคณะอนุกรรมการพิจารณา การบูรณาการข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะ เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง( คณะอนุกรรมการชุดที่ 2) ที่มีพล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน และพล.ต.ชนาวุธ บุตรกินรี ผู้แทน คณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนฯ (คณะอนุกรรมการชุดที่ 3) ที่มีพล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธาน ได้ร่วมกันกล่าวถึงขั้นตอนการดำเนินการกว่าจะเป็นร่างสัญญาประชาคม โดยที่เนื้อหาร่างสัญญาประชาคม จะแบ่งเป็น3 ส่วนคือ บทนำ ความคิดเห็นร่วมและภาคผนวก  



โดยความคิดเห็นร่วมมี 10 ข้อ ประกอบไปด้วย 1. คนไทยทุกคน พึงร่วมมือกันสร้างบรรยากาศความสามัคคีปรองดองเพื่อให้ประเทศไทยมีความเป็นหนึ่งเดียวภายใต้การปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเข้าใจระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริงใช้สิทธิเสรีภาพอย่างถูกต้องในกรอบกฎหมาย มีส่วนร่วมกับการเมืองภาคประชาชนยอมรับความแตกต่างทางความคิด นำไปสู่การเลือกตั้งที่โปร่งใสบริสุทธิ์ยุติธรรมและยอมรับผลการเลือกตั้งซึ่งถือเป็นฉันทามติของคนไทยทั้งประเทศ รวมทั้งร่วมกันตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจรัฐและการแก้ไขปัญหาโดยใช้กลไกรัฐสภา 2. น้อมนำศาสตร์พระราชา ประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับการดำรงชีวิตประกอบอาชีพอย่างสุจริตพึ่งพาตนเองได้ มีคุณธรรมจริยธรรมและร่วมสร้างความเข้มแข็งในการประกอบอาชีพของท้องถิ่นตลอดจนเศรษฐกิจฐานรากเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจเสรีรวมถึงส่งเสริมระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานให้ยกระดับรายได้และสร้างโอกาสในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ 

3. ยึดมั่นในคุณธรรมจริยธรรม และศิระทำในการดำเนินชีวิตมีความซื่อสัตย์ไม่ร่วมมือสนับสนุนการทุจริตและพฤติกรรมมิชอบ รวมถึงตัวร่วมกันตรวจสอบไม่ให้มีการทุจริตในระดับและปราศจากการคอรัปชั่น 4. อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่าและยอมรับเชื่อมั่นกระบวนการจัดการกับพยากรณ์ที่สุจริตและเป็นธรรมโดยต้องมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นของตนเองบนพื้นฐานของประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ 5.ส่งเสริม การดูแลคุณภาพชีวิต และสาธาณะสุขตลอดจนการศึกษาที่มีคุณภาพให้เป็นไปอย่างทั่วถึงเท่าเทียมและสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข  6.เคารพ เชื่อมั่น และปฏิบัติตามกฏหมาย สนับสนุนกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยในสังคม 

7.ใช้ความรอบคอบในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ไม่บิดเบือน 8.ตระหนัก ในการส่งเสริมสังคมให้มีมาตรฐานสากล ตามกฎกติการะหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคี 9.ส่งเสริมการปฏิรูปประเทศทุกด้าน ให้สอดคล้องและเป็นไปในแนวทางเดียวกันโดยให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการดำเนิน การทุกขั้นตอน และ10. เรียนรู้ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศตามแนวทางยุทธศาสตร์ชาติ



นอกจากนั้นยังมีภาคผนวกที่เป็นความเห็นของนายกรัฐมนตรีรวมทั้งหมด 15 ข้อ เช่น ประเด็นการไม่ใช้อำนาจบริหารเพียงหวังคะแนนเสียงทางการเมืองในระบบประชาธิปไตยทั้งนี้ต้องมีกลไกควบคุมให้พรรคการเมืองมีความรับผิดชอบต่อการประกาศ โฆษณานโยบายที่ไม่ได้มีการวิเคราะห์ผลกระทบ ความคุ้มค่าและความเสี่ยงอย่างรอบด้านรวมทั้งกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความชื่อสัตย์สุจริตและรับผิดชอบต่อประชาชน "การทุจริตระดับนโยบายจะต้องได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง เช่นการตรวจสอบนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองและประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการตรวจสอบทรัพย์สินภาครัฐ นักการเมืองทุกคนต้องยึดถือจริยธรรมและจรรยาบรรณในอาชีพ ภาคการ เมืองต้องปรับปรุงกระบวนการคัดสรรบุคคลเข้าสู่ระบบการเมืองที่เหมาะสม พร้อมกันนั้นคนไทยต้องมีส่วนร่วมกับการเมืองภาคประชาชนและยอมรับความแตกต่างทางความคิดเห็นนอกจากนี้จะต้องส่งเสริมสถาบันการเมืองให้มีความเข้มแข็งเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งที่โปร่งใสบริสุทธิ์และยุติธรรมรวมถึงการยอมรับผลการเลือกตั้ง ที่เป็นไปด้วยความชอบธรรม" เนื้อหาส่วนหนึ่งของภาคผนวกระบุ

เนื้อหาส่วนใหญ่ยังคงเน้นในเรื่อง การนำศาสตร์พระราชามาปรับใช้ให้สอดคล้องกับการดำรงชีวิต โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งนี้ควรให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจฐานรากที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจเสรี ส่งเสริมสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานมุ่งเน้นการพัฒนาตนเองให้มีขีดความสามารถในการประกอบอาชีพ   ส่วนการให้ความร่วมมือในการจัดการการทุจริตฉ้อฉลและอำนาจนอกระบบอย่างเด็ดขาด  ทั้งนี้การบริหารงานของหน่วยงานภาครัฐต้องเป็นไปตามระบบคุณธรรมมีมาตรการป้องกันมิให้ผู้ใช้อำนาจกระทำการโดยมิชอบที่เป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฎิบัติหน้าที่หรือกระบวนการแต่งตั้ง พิจารณาความดีความชอบและต้องขจัดการซื้อขายตำแหน่งเรียกรับผลประโยชน์ในทุกโครงการ นอกจากนี้แล้วยังให้มีการกระจายอำนาจให้องค์การการปกครองส่วนท้องถิ่น สนับสนุนการบริหารงานให้ภาครัฐและให้ประชาชนมีบทบาทในการบริหารงานแบบรวมศูนย์ โดยที่ยึดหลักธรรมาภิบาล และเสรีภาพของประชาชน ซึ่งให้มีส่วนร่วมในการดูแลชุมชนของตนเอง รวมทั้งให้ประชาชนเป็นผู้ริเริ่ม จึงจะเป็นการบริหารชุมชนให้เป็นประชาธิปไตย

ทั้งนี้ประชาชน ชุมชน. และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่ช่วยกันอนุรักษ์ บำรุงรักษาฟื้นฟูและบริหารจัดการ ทั้งในเรื่องของชุมชนและศาสนา  ประชาชนมีคุณภาพของชีวิตที่ดี  เท่าเทียมและเป็นธรรม ทั้งในด้านการศึกษา และการส่ธารณะสุข  โดยด้านการศึกษาเด็กทุกคนต้องได้รับการศึกษาและมีการเรียนรู้ตลอดชีวิต และได้มาตรฐานสากล ส่วนในด้าน สาธารณสุข ประชาชนจะได้รับการบริการอย่างทั่วถึงและมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค รวมถึงการพัฒนาเจ้าหน้าที่ของรัฐให้มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีทัศนคติเป็นผู้ให้บริการที่ดีของประชาชน.