ข่าวป.ป.ช.ชี้ตีตกนาฬิกาหรู อ้างขอข้อมูลจากตปท.ลำบาก - kachon.com

ป.ป.ช.ชี้ตีตกนาฬิกาหรู อ้างขอข้อมูลจากตปท.ลำบาก
การเมือง

photodune-2043745-college-student-s
เมื่อวันที่ 17 ม.ค. ในกิจกรรมที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พบสื่อมวลชนระดับบรรณาธิการ มีบางช่วงที่บรรณาธิการสื่อหลายสำนักซักถามคณะกรรมการ ป.ป.ช. ถึงสาเหตุในการตีตกคดีนาฬิกาหรู ที่มีการกล่าวหา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม โดย นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้แจงว่า การตรวจสอบกรณีนาฬิกาหรูยี่เริ่มต้นจากการตรวจสอบว่า นาฬิกาดังกล่าวถูกขายผ่านตัวแทนจำหน่ายไทยหรือไม่ ซึ่งจากการตรวจสอบตัวแทนจำหน่ายในไทย 13-15 บริษัท พบว่าไม่มีข้อมูลเรื่องนี้ ส่วนกรมศุลกากรก็ตอบมาว่าไม่สามารถให้ข้อมูลเรื่องพวกนี้ได้เช่นกัน ทำให้ ป.ป.ช.ต้องตรวจสอบไปยังต่างประเทศ พบว่ามีอยู่ 4 ประเทศ ที่มีบริษัทผู้ผลิต 

โดย ป.ป.ช.ใช้ระเบียบว่าด้วยการตรวจสอบทรัพย์สิน ซึ่งเป็นการขอข้อมูลผ่านทางสถานทูตในต่างประเทศ โดยใช้วิธีทางการทูต เมื่อสถานทูตทั้ง 4 ประเทศไปสอบถามกับบริษัทผู้ผลิตมี 3 บริษัทตอบกลับมาตรง ๆ ว่า ไม่สามารถให้ข้อมูลได้ เนื่องจากไม่ใช่กรณีการทุจริต ส่วนบริษัทอีกแห่งตอบกลับมาว่า ขอให้ใช้วิธีการขอข้อมูลอย่างถูกต้องตามช่องทางกฎหมาย โดยใช้ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาความอาญาฯ ซึ่งต้องดำเนินการผ่านอัยการสูงสุด (อสส.) แต่กรณีนี้ไม่ใช่คดีอาญาเกี่ยวกับการทุจริต จึงไม่สามารถใช้ช่องทางนี้ได้ เมื่อบริษัทผู้ผลิต 4 แห่งตอบกลับมาแบบนี้ ทำให้ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต้องมาวินิจฉัยอีกครั้งว่า เรื่องนี้สามารถใช้ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาความอาญาฯ ได้หรือไม่ ทำให้กรรมการ ป.ป.ช. เสียงข้างมาก วินิจฉัยว่า ไม่สามารถทำได้ แต่ถ้าจะใช้ช่องทาง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาความอาญาฯจริง คงใช้เวลาเพิ่มเติมอีกไม่ต่ำกว่า 6 เดือน หรือ 1 ปี และคำตอบคงออกมาแบบเดิมว่า กรณีนี้ไม่ใช่คดีอาญาเกี่ยวกับการทุจริต ท้ายที่สุดเสียงข้างมากจึงวินิจฉัยตามพยานหลักฐานที่มีอยู่

โดยนายปรีชา เลิศกมลมาศ กรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่ประธานชั่วคราวในที่ประชุมวันลงมติคดีนาฬิกาหรู เนื่องจาก พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. ถอนตัว ชี้แจงว่า ยอมรับว่าตนเป็นหนึ่งในเสียงข้างมาก และการพิจารณากรณีนี้ เป็นเรื่องพยานหลักฐานที่ปรากฏกับบุคคลที่ให้การ โดยทั้งหมดยืนยันว่าตัวนาฬิกาเป็นของผู้เสียชีวิต คือนายปัฐวาท ศรีสุขวงศ์ เมื่อตรวจสอบในเรื่องสภาพฐานะหรือความเป็นอยู่ พบข้อเท็จจริงว่านายปัฐวาทชอบสะสมนาฬิกา มีอุปนิสัยเอื้อเฟื้อให้เพื่อนฝูงหยิบยืมของ และจากการตรวจสอบบ้านก็แสดงให้เห็นถึงทุนทรัพย์ในส่วนของนาฬิกาหรูว่ามีถึง 137 เรือน โดยจำนวน 22 เรือนที่เป็นประเด็นก็รวมอยู่ในนี้ด้วย ส่วนขั้นตอนพิสูจน์ที่มาที่ไปของนาฬิกาหรูว่าใครเป็นผู้ครอบครองนั้น กลายเป็นปัญหาในทางปฏิบัติ เพราะต่างประเทศตอบกลับมาว่าไม่สามารถให้ข้อมูลได้ เพราะไม่ได้เป็นคดีอาญาที่เกี่ยวกับการทุจริต ในเมื่อไม่มีหลักฐานจากต่างประเทศ และข้อกฎหมายที่จะไปต่อได้ เสียงข้างมกจึงเห็นว่าควรจะหยุดเพียงเท่านี้ เพราะพยานหลักฐานไปต่อไม่ได้

นายปรีชากล่าวอีกว่า ส่วนในเรื่องการเปรียบเทียบกับกรณีการครอบครองรถโฟล์คตู้ของนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคมนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจนเป็นที่ยุติแล้วว่า เงินและรถคันดังกล่าวเป็นของนายสุพจน์ นอกจากนี้ศาลฎีกา ยังพิพากษาในคดีแพ่งด้วยว่า นายสุพจน์ร่ำรวยผิดปกติ เนื่องจากได้รับรถมาโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร จุดต่างคือ ลักษณะการครอบครองหรือได้มาต่างกัน เพราะกรณีรถโฟล์คตู้ ปรากฏข้อเท็จจริงว่า นายสุพจน์ครอบครองต่อเนื่องระหว่างปี 2552-2554 จนกระทั่งถึงวันที่เกิดเหตุการณ์ปล้นบ้าน และเงินที่จัดซื้อจัดหา ผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงนักธุรกิจที่ให้เงินไป พบว่านายสุพจน์ เป็นผู้เลือกรุ่น เลือกสี และที่สำคัญครอบครองเป็นเวลาถึง 2 ปี 4 เดือน และเลขรถ ตรงกับเลขทะเบียนบ้านของนายสุพจน์ รวมถึงการบำรุงรักษาที่ใช้ประโยชน์มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ซึ่งเป็นเรื่องที่นำคำพิพากษามาเทียบกับกรณีนาฬิกาหรูพบว่าไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

ด้าน น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นหนึ่งในเสียงข้างน้อยคดีดังกล่าว ชี้แจงว่า ขอให้เชื่อมั่นการทำงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพราะกรรมการทั้งหมดมีความเห็นเป็นอิสระ และเคารพหลักเกณฑ์ ในส่วนของตนเองในฐานะนักบัญชี และนางสุวณา สุวรรณจูฑะ กรรมการ ป.ป.ช. อีกรายที่เป็นเสียงข้างน้อย ก็เป็นนักบัญชีเช่นกัน เลยเห็นตรงกันว่า ต้องไล่ไปสุดสายได้แค่ไหนก็จบแค่นั้น แต่ความรู้สึกของนักบัญชีคิดว่ามันไล่ต่อได้ ตามกระบวนการในมาตรา 138 และ 139 ในกฎหมาย ป.ป.ช. หากได้คำตอบจากหน่วยงานต่างประเทศ ผ่านทางอัยการแล้ว และหากต่างประเทศบอกว่าไม่ให้ข้อมูลก็จบ แต่วันนี้มันยังไม่ถึงจุดนั้น ตนเลยคิดว่าเอาให้สุดสายเลย ทำให้ประชาชนสิ้นสงสัยในการวินิจฉัย แม้จะช้า แต่เราสามารถชี้แจงได้ เพื่อพยายามพิสูจน์ว่านาฬิกาทั้งหมดเป็นของใคร ยืมจริงหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ของคนที่ให้ยืมแล้วเป็นของใคร เพราะยังมีคำถามต่อ อย่างไรก็ตามปัจจุบันก็ยังไม่รู้ว่านาฬิกาที่ครอบครองเป็นของผู้ที่ถูกอ้างหรือไม่ เพราะข้อมูลไม่สุดสาย แต่เป็นเรื่องของการชั่งน้ำหนักแต่ละกลุ่ม แล้วมีมติยอมรับ แต่ในส่วนความเห็นวินิจฉัยส่วนตนก็ยังมีเพราะว่าการใช้ดุลพินิจในทุกเรื่องต้องมีมาตรฐาน แต่เคารพความเห็นกรรมการท่านอื่นเช่นกัน ดังนั้นขอให้เชื่อมั่นในการทำงานของ ป.ป.ช.