ข่าวโต้ฝุ่นควันเขมรไม่เข้ากทม. แจงผ่านจ.ตราดลงอ่าวไทย - kachon.com

โต้ฝุ่นควันเขมรไม่เข้ากทม. แจงผ่านจ.ตราดลงอ่าวไทย
การเมือง

photodune-2043745-college-student-s
เมื่อวันที่ 28 ม.ค. นายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ตามที่ คพ.ได้ติดตามและรายงานสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ PM 2.5 ในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล พบมีปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ และในสังคมมีปรากฏเป็นข่าวว่า ฝุ่นละอองข้ามแดนจากประเทศกัมพูชา นั้น คพ.ได้เฝ้าระวัง ติดตามแหล่งกำเนิดฝุ่นละออง และหมอกควันข้ามแดนจากการเผาในที่โล่ง ( hot spot) ทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน โดย คพ. ได้ทำแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ด้านอากาศ ซึ่งเป็นแบบจำลองฯ ของสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม(Environmental Protection Agency -EPA) ซึ่งเป็นหน่วยงานระดับรัฐบาลกลางของสหรัฐอเมริกา และองค์การบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Oceanic and Atmospheric Administration : NOAA) เป็นหน่วยงานด้านการจัดการและวิจัยสภาพ ชั้นบรรยากาศของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่นักวิชาการด้านอากาศทั่วโลกใช้อยู่ เพื่อทำการประเมินผลกระทบของสถานการณ์ดังกล่าว

นายประลอง กล่าวว่า ล่าสุด คพ.ได้จำลองสถานการณ์ของวันที่ 20 ม.ค. ซึ่งเป็นวันที่พบ จุดความร้อนสูงสุดในประเทศกัมพูชา มีจำนวน 895 จุด และผลจากแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ฯ ชี้ให้เห็นว่า มีการเคลื่อนตัวของฝุ่นละอองขนาดเล็ก จากประเทศกัมพูชา ผ่านเข้ามาทางชายแดนจ.ตราด และเคลื่อนตัว ลงสู่อ่าวไทย ไม่พบว่าฝุ่นละอองขนาดเล็กจากประเทศกัมพูชาจะส่งผลกระทบต่อกทม. ทั้งนี้ สอดคล้องกับข้อมูลจากเว็บไซต์ของศูนย์พยากรณ์อากาศอาเซียน (ASEAN Specialised Meteorological Centre : ASMC) ที่รายงานสถานการณ์หมอกควันในภูมิภาคอาเซียนจากทิศทางลม สรุปได้ว่า ลมจะพาหมอกควันจากประเทศกัมพูชาลงไปทางตะวันออกแถบชายแดนจ.ตราด และลงสู่อ่าวไทย

“สำหรับฝุ่นควันจากการเผาในที่โล่ง 5 จ.ปริมณฑล ขณะนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 5 จว.. ได้สั่งหยุดห้ามเผาโดยเด็ดขาดในช่วงระหว่างเกิดเหตุการณ์แล้ว รวมทั้ง คพ. ได้มีหนังสือขอความร่วมมือ ในการห้ามเผา ในจังหวัดอื่นๆ ที่อาจจะส่งผลให้หมอกควันเข้าสู่ กทม. ได้แก่ จ.นครสวรรค์ พิจิตร กำแพงเพชร อุทัยธานี ชัยนาทและ สระแก้ว สำหรับสาเหตุและปัจจัยที่มีผลต่อการเพิ่มขึ้นของฝุ่นละออง PM2.5 จากการศึกษาของสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (Asian Institute of Technology : AIT) พบว่า เกิดจากยานพาหนะ(รถดีเซล) ร้อยละ 52 เกิดจากการเผาในที่โล่ง ร้อยละ 35 ฝุ่นจากพื้นที่อื่น ร้อยละ 7 และฝุ่นจากดิน และอื่นๆ ร้อยละ 6 “นายประลอง กล่าว.