"อดีตกกต."ห่วงศาลรธน.อาจไม่รับตีความสูตรปาร์ตี้ลิสต์
การเมือง
เมื่อวันที่16เม.ย.นายสมชัย จึงประเสริฐ อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงปัญหาในการคำนวณจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อว่า การนำเสนอวิธีการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อที่ผ่านมา อาจจะไม่สอดคล้องกับวิธีการที่รัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องได้กำหนดไว้ เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้กำหนดวิธีคำนวณ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อไว้ 2 วิธี โดยวิธีแรก เป็นวิธีการคำนวณตามปกติ โดยจะคำนวณตามรัฐธรรมนูญมาตรา 91(3) ซึ่งกำหนดให้เอาจำนวน ส.ส.พึงมีของแต่ละพรรคลบด้วยจำนวน ส.ส.แบ่งเขต ก็จะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ตามแบบปกติ ส่วนรูปแบบที่สอง เป็นวิธีการคำนวณในกรณีมีพรรคการเมืองบางพรรคได้จำนวน ส.ส.เขตเกินกว่าจำนวน ส.ส.พึงมี หรือโอเวอร์แฮงค์ โดยจะคำนวณตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128(5) ทั้งนี้การคำนวณของหลายฝ่ายที่ผ่านมามีการนำเอารูปแบบที่ 1 ไปคำนวณรวมกับรูปแบบที่ 2 การเอาทั้ง 2 รูปแบบ มารวมกันจึงทำให้เกิดความมั่ว และอาจไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ รวมทั้งมีการนำคะแนนดิบไปคำนวณจึงทำให้เกิดความคลาดเคลื่อน ทั้งที่จะต้องนำแค่บัตรดีเท่านั้นไปคำนวณ
นายสมชัย กล่าวอีกว่า ในการคิดคำนวณจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อตามอัตราส่วนตามกฎหมายกำหนด คือ นำเอาคะแนนบัตรดีรวมจากทุกพรรคการเมืองนำมาหารด้วย 500 จากนั้นจะได้ผลลัพธ์เป็นค่าเฉลี่ยต่อ ส.ส.1 คน และนำค่าเฉลี่ยดังกล่าวมาหารคะแนนที่พรรคการเมืองแต่ละพรรคได้รับเลือกตั้งทั่วประเทศ จะได้จำนวน ส.ส.พึงมีของแต่ละพรรค แต่เมื่อเกิดโอเวอร์แฮงค์จะหักลบจำนวน ส.ส.พึงมีตามรูปแบบที่ 1 ไม่ได้ เพราะจะต้องนำคำนวณตามรูปแบบที่ 2 โดยนำ ส.ส.บัญชีรายชื่อทั้งหมดไปจัดสรรให้พรรคที่ได้จำนวนส.ส.เขตต่ำกว่า ส.ส.พึงมี แต่ต้องไม่ทำให้พรรคการเมืองนั้นได้จำนวน ส.ส.เกินกว่าจำนวน ส.ส.พึงมี ซึ่งในส่วนนี้พรรคการเมืองที่ได้คะแนนไม่ถึงค่าเฉลี่ยต่อ ส.ส.1 คน จะถือว่าเป็นพรรคการเมืองสอบตก และไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ แม้จะมีค่าทศนิยมที่มากกว่าพรรคอื่นๆก็ตาม แต่หากจัดสรรให้พรรคเหล่านี้ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ จะเป็นการขัดรัฐธรรมนูญและ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128(4) อย่างไรก็ตามการไม่จัดสรร ส.ส.บัญชีรายชื่อให้พรรคที่ได้คะแนนไม่ถึงค่าเฉลี่ยต่อ ส.ส. 1 คน จะไม่ถือว่าคะแนนเสียงตกน้ำ เพราะคะแนนทั้งหมดถูกนำมาคำนวณแล้ว แต่เมื่อพรรคเหล่านี้สอบตก ก็จะต้องไปจัดสรรให้พรรคอื่นที่มีคะแนนเกินค่าเฉลี่ยต่อ ส.ส.1 คน ทั้งนี้จากการคำนวณในเบื้องต้น ตนคิดว่าจะมีเพียง 16 พรรคเท่านั้น ที่จะได้รับการจัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และเชื่อว่าหากคิดคำนวณตามที่กฎหมายกำหนด
เมื่อถามว่า ถึงกรณีที่ กกต.ชุดปัจจุบันยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายสมชัย กล่าวว่า ในสมัยที่ตนดำรงตำแหน่ง กกต.ก็เคยมีกรณีที่ กกต.ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ แต่ปรากฏว่าไม่เข้าเงื่อนไขที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับไว้พิจารณาและศาลรัฐธรรมนูญตอบกลับมาว่าไม่ใช่ที่ปรึกษากฎหมายของ กกต. ซึ่งในกรณีการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อหากไม่เข้าเงื่อนไข ศาลรัฐธรรมนูญก็อาจจะไม่รับเรื่องไว้พิจารณา หรือหากศาลรัฐธรรมนูญอายากช่วย กกต. ในกรณีดังกล่าว ก็อาจจะมีการรับเรื่องไว้ จากนั้นก็มีคำวินิจฉัยว่าเนื้อหาเกี่ยวกับการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ และก็ตีกลับเรื่องให้ กกต. แต่อาจจะไม่ตีความชัดว่าการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อควรคำนวณอย่างไร เพราะอาจจะเกินอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อตามกฎหมาย อย่างที่ตนแนะนำน่าจะเป็นทางออกในการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อได้.
นายสมชัย กล่าวอีกว่า ในการคิดคำนวณจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อตามอัตราส่วนตามกฎหมายกำหนด คือ นำเอาคะแนนบัตรดีรวมจากทุกพรรคการเมืองนำมาหารด้วย 500 จากนั้นจะได้ผลลัพธ์เป็นค่าเฉลี่ยต่อ ส.ส.1 คน และนำค่าเฉลี่ยดังกล่าวมาหารคะแนนที่พรรคการเมืองแต่ละพรรคได้รับเลือกตั้งทั่วประเทศ จะได้จำนวน ส.ส.พึงมีของแต่ละพรรค แต่เมื่อเกิดโอเวอร์แฮงค์จะหักลบจำนวน ส.ส.พึงมีตามรูปแบบที่ 1 ไม่ได้ เพราะจะต้องนำคำนวณตามรูปแบบที่ 2 โดยนำ ส.ส.บัญชีรายชื่อทั้งหมดไปจัดสรรให้พรรคที่ได้จำนวนส.ส.เขตต่ำกว่า ส.ส.พึงมี แต่ต้องไม่ทำให้พรรคการเมืองนั้นได้จำนวน ส.ส.เกินกว่าจำนวน ส.ส.พึงมี ซึ่งในส่วนนี้พรรคการเมืองที่ได้คะแนนไม่ถึงค่าเฉลี่ยต่อ ส.ส.1 คน จะถือว่าเป็นพรรคการเมืองสอบตก และไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ แม้จะมีค่าทศนิยมที่มากกว่าพรรคอื่นๆก็ตาม แต่หากจัดสรรให้พรรคเหล่านี้ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ จะเป็นการขัดรัฐธรรมนูญและ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128(4) อย่างไรก็ตามการไม่จัดสรร ส.ส.บัญชีรายชื่อให้พรรคที่ได้คะแนนไม่ถึงค่าเฉลี่ยต่อ ส.ส. 1 คน จะไม่ถือว่าคะแนนเสียงตกน้ำ เพราะคะแนนทั้งหมดถูกนำมาคำนวณแล้ว แต่เมื่อพรรคเหล่านี้สอบตก ก็จะต้องไปจัดสรรให้พรรคอื่นที่มีคะแนนเกินค่าเฉลี่ยต่อ ส.ส.1 คน ทั้งนี้จากการคำนวณในเบื้องต้น ตนคิดว่าจะมีเพียง 16 พรรคเท่านั้น ที่จะได้รับการจัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และเชื่อว่าหากคิดคำนวณตามที่กฎหมายกำหนด
เมื่อถามว่า ถึงกรณีที่ กกต.ชุดปัจจุบันยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายสมชัย กล่าวว่า ในสมัยที่ตนดำรงตำแหน่ง กกต.ก็เคยมีกรณีที่ กกต.ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ แต่ปรากฏว่าไม่เข้าเงื่อนไขที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับไว้พิจารณาและศาลรัฐธรรมนูญตอบกลับมาว่าไม่ใช่ที่ปรึกษากฎหมายของ กกต. ซึ่งในกรณีการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อหากไม่เข้าเงื่อนไข ศาลรัฐธรรมนูญก็อาจจะไม่รับเรื่องไว้พิจารณา หรือหากศาลรัฐธรรมนูญอายากช่วย กกต. ในกรณีดังกล่าว ก็อาจจะมีการรับเรื่องไว้ จากนั้นก็มีคำวินิจฉัยว่าเนื้อหาเกี่ยวกับการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ และก็ตีกลับเรื่องให้ กกต. แต่อาจจะไม่ตีความชัดว่าการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อควรคำนวณอย่างไร เพราะอาจจะเกินอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อตามกฎหมาย อย่างที่ตนแนะนำน่าจะเป็นทางออกในการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อได้.

Webmaster
2019-04-16 12:45:00
4
