ชาวสวนยางเฮ รัฐต่อเวลาโครงการเงินกู้หมื่นล้าน
การเมือง

photodune-2043745-college-student-s
เมื่อวันที่ 21 เม.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย แถลงผลประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ(กนย.)ครั้งที่ 1/2560 ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานว่า ที่ประชุมเห็นชอบขยายเวลาโครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน แก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมยางพาราภายใต้แนวทางยางพาราทั้งระบบ วงเงินสินเชื่อ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการเก่าที่ได้ดำเนินการไปแล้ว และหมดอายุไปเมื่อวันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรบางส่วนยังไม่สามารถคืนเงินให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)ดังนั้นเพื่อเห็นถึงความจำเป็น จึงมีมติขยายระยะเวลาดังกล่าว นอกจากนี้ ที่ประชุมยังอนุมัติโครงการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรชาวสวนยาง ที่มีการช่วยเหลือไปแล้วประมาณ  8.5 แสนครัวเรือน แต่พบว่ายังมีเกษตรกรที่เข้าข่ายได้รับสิทธิ์ยังตกค้างอยู่ประมาณ 1.1 หมื่นครัวเรือน โดยขยายเวลาออกไปอีก 90 วัน
 
นายธีธัช กล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังขยายระยะเวลาโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตร เพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง โดยจะขยายโครงการไปถึงวันที่ 31พ.ค. 2563 อีกทั้ง ที่ประชุมได้อนุมัติโครงการสนับสนุนสินเชื่อ เป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง เพื่อระบายยางออกจากระบบในปริมาณร้อยละ20 ของผลผลิตน้ำยางข้น 1.9 แสนตัน และเป็นการกระตุ้นให้ราคายางสูงขึ้น โดยที่รัฐบาลไม่ต้องเข้าไปซื้อเอง แต่ชดเชยในเรื่องอัตราดอกเบี้ย ไม่เกิน 3 เปอร์เซ็นต์ จำนวนไม่เกิน 300 ล้านบาท จากวงเงินกู้ 1หมื่นล้านบาท ให้กับผู้ประกอบการที่กู้เงินจากธนาคาร ซึ่งจะทำให้เกิดสภาพคล่อง และเงินทุนหมุนเวียน และระบายน้ำยางพาราออกจากระบบได้ ไม่น้อยกว่า 2 แสนตันภายในปีนี้ อย่างไรก็ตาม โครงการทั้งหมดจะต้องนำเข้าที่ประชุมครม.เพื่อขอความเห็นชอบอีกครั้ง

 “ในปี59 และปี60 ปริมาณความต้องการยางไม่ได้เกินไปมากกว่าอย่างที่หลายคนเข้าใจ ราคายางวันนี้ถ้าพูดเปรียบเทียบกับปีที่แล้วสูงขึ้น100 เปอร์เซ็นต์ เดือนม.ค.ปีที่แล้ว ราคายางรมควันชั้นสามกิโลกรัมละ 30-40 บาท แต่วันวันนี้กิโลกรัมละ70 กว่าบาท ขณะที่สต็อกยางในปัจจุบันเหลือ 2.7 ล้านตัน และมีปริมาณการใช้ 12.8 ล้านตัน ซึ่งนายกฯได้มอบนโยบายในที่ประชุม ให้เพิ่มสัดส่วนการใช้ยางในประเทศให้มากขึ้น เป็นนโยบายต่อเนื่อง7ปี ที่เริ่มต้นตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งปีนี้ตั้งเป้าไว้ให้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ส่วนการส่งออกให้ลดน้อยลง เพราะการส่งออกนั้นเท่ากับว่าต้องพึ่งพิงตลาดต่างประเทศมากขึ้น“ผู้ว่าฯกล่าว.