ข่าวกก.ปฏิรูปตำรวจเคาะอำนาจก.ตช.คัดเลือกแต่งตั้งผบ.ตร - kachon.com

กก.ปฏิรูปตำรวจเคาะอำนาจก.ตช.คัดเลือกแต่งตั้งผบ.ตร
การเมือง

photodune-2043745-college-student-s
เมื่อวันที่ 14 พ.ย.นายมานิจ สุขสมจิตร ประธานอนุกรรมการด้านสื่อสารกับสังคมในคณะกรรมการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการด้านบริหารงานบุคคลซึ่งมี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธานอนุกรรมการอีกตำแหน่งหนึ่ง มีข้อยุติในเรื่องการบริหารงานบุคคลของตำรวจ โดยมีข้อเสนอให้แก้ไข พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติมาตรา 29 และคณะอนุกรรมการด้านการรับฟังความคิดเห็น จะได้นำข้อเสนอดังกล่าวไปรับฟังที่เวทีใหญ่ ที่โรงแรมเซนทรา ศูนย์ราชการ ในวันที่ 28 พ.ย.นี้ เพื่อที่จะได้นำข้อเสนอแนะ และข้อท้วงติงมาเสนอคระกรรมการชุดใหญ่ก่อนที่จะเสนอให้รัฐบาลนำไปพิจารณา ในวันที่ 29 ธ.ค. ทั้งนี้ การรับฟังความเห็นจากผู้เกี่ยวข้องดังกล่าวเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 77

ประธานอนุกรรมการด้านสื่อสารฯ เปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ ตามที่ได้ยกร่างขึ้นมานั้นจะมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นรองประธาน ส่วนกรรมการมี 2 ประเภทคือ 1 กรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ปลัดกระทรวงกลาโหม, มหาดไทย,ยุติธรรม,ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ 2 กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 4 คน ให้ประธาน รองประธาน และกรรมการโดยตำแหน่งร่วมกันสรรหามาจากผู้มีความรู้ความสามารถเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ด้านยุทธศาสตร์การวางแผน กฎหมาย การพัฒนาองค์กร หรือความมั่นคง ก.ตช. จะมีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นกรรมการและเลขานุการ

นายมานิจ กล่าวว่า ส่วนคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.)ตามที่จะมีการแก้ไขใหม่นี้มีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.)เป็นประธาน กรรมการโดยตำแหน่งได้แก่เลขาธิการกพ. ,จเรตำรวจแห่งชาติ และรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ส่วนผู้ทรงคุณวุฒิจะมี 2 ประเภท คือ 1.ผู้ทรงคุณวุฒิที่เคยเป็นผู้บัญชาการและพ้นหน้าที่มาเกินหนึ่งปี แล้ว ให้ตำรวจตั้งแต่ชั้นผู้กำกับขึ้นไปเลือกมา 6 คน(แต่ถ้ามีจำนวนรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเพิ่มขึ้น ก็ให้เลือกผู้ทรงคุณวุฒิประเภทนี้เพิ่มขึ้นอีกได้) 2.กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งไม่เป็นและไม่เคยเป็นตำรวจมาก่อนจำนวน 2 คนโดยให้ประธาน,กรรมการโดยตำแหน่ง และตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิตามข้อ 1. ร่วมกันสรรหามา กรรมการ ก.ตร.นี้มีผู้บัญชาการ สนง.ก.ตร.เป็นเลขานุการมีอำนาจพิจารณาคัดเลือกผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่ตามที่คนเดิมเสนอ รวมทั้งให้มีหน้าที่กำหนดมาตรฐานหรือกำหนดการอื่นใดเพื่อคุ้มครองระบบคุณธรรม

นายมานิจ กล่าวว่า สำหรับมาตรการ การรักษาความเที่ยงธรรมในการแต่งตั้งและและโยกย้ายตำรวจนั้น ร่างกฎหมายนี้ได้กำหนดให้ก.ตร. ออกกฎก.ตร. กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการตำรวจไว้ให้ชัดเจนแน่นอน โดยอย่างน้อยต้องมีมาตรการป้องกันมิให้ผู้ใด ใช้อำนาจหรือกระทำการโดยมิชอบ ที่เป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่หรือกระบวนการแต่งตั้งโดยคำนึงถึงความอาวุโส ประวัติการรับราชการ ผลการปฏิบัติงาน ความประพฤติ และความรู้ความสามารถประกอบกันเพื่อให้ข้าราชการตำรวจปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างอิสระ ไม่ตกอยู่ในอาณัติของบุคคลใด มีประสิทธิภาพ และภาคภูมิใจสูงขึ้นในหน่วยงานที่สังกัด" กฎ ก.ตร.นี้ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาด้วย

นายมานิจ กล่าวว่า  ส่วนผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. นั้น ได้กำหนดว่าให้ ผบ.ตร.เสนอชื่อ จเรตำรวจแห่งชาติ หรือรอง ผบ.ตร. ไม่เกินสามคนแต่ไม่น้อยกว่าสองคน เสนอ ก.ตร ให้เลือกเพียงหนึ่งคน แล้วเสนอนายกรัฐมนตรีให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง หากนายกรัฐมนตรีไม่เห็นด้วย ให้ส่งคืนให้ ก.ตร. พิจารณาใหม่จากชื่อที่เหลือภายใน 7 วัน เพื่อเลือกเพียง หนึ่งคน แล้วให้นายกรัฐมนตรีนำความขึ้นกราบบังคมทูล ในกรณีการแต่งตั้งนายตำรวจตั้งแต่รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติลงมาถึงผู้บังคับการให้ ผบ.ตร.คัดเลือกรายชื่อเสนอต่อคณะกรรมการพิจารณาแต่งตั้งข้าราชกาารตำรวจพิจารณาก่อน แล้วให้นายกรัฐมนตรีนำความขึ้นกราบบังคมทูล เว้นแต่การแต่งตั้งระดับรองผู้บัญชาการและผู้บังคับการ ให้นำความเห็นของผู้บัญชาการมาประกอบการพิจารณาด้วย

นายมานิจ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้การเสนอแก้ไข พรบ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2557  ได้กำหนดให้การแต่งตั้งข้าราชการทุกระดับมีคณะกรรมการพิจารณาทั้งระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและระดับกองบัญชาการ มีการกระจายอำนาจให้ผู้บัญชาการหน่วยที่มิได้สังกัดสำนักงาน ผบ.ตร. มีอำนาจแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับรองผู้บังคับการลงมารวมทั้งการพิจารณาบำเหน็จความชอบเลื่อนเงินเดือนในรูปคณะกรรมการและให้มีหลักประกันว่า ตำรวจจะได้รับการพิจารณาปรับปรุงอัตราค่าครองชีพและเงินเดือนต่างๆอย่างต่อเนื่อง.